วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) พร้อมกับประชาชนอีก 11 คน เข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติพ.ศ. 2559 ซึ่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อหลักประชาธิปไตย และพันธกรณีระหว่างประเทศ และกระทบสาระสำคัญของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

ปัญหาสำคัญประกาศของประกาศ กกต. ฉบับดังกล่าว คือ มีเนื้อหาคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น การกำหนดลักษณะต้องห้ามในการแสดงออกโดยใช้คำว่า “บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง” หรือ “ลักษณะรุนแรง” หรือ “ก้าวร้าว” หรือ “หยาบคาย” หรือ “ปลุกระดม” หรือ การกำหนดว่า ผู้ที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วนและต้องนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น หรืออย่างการกำหนดว่า การจัดเวทีสัมมนา หรือการอภิปรายที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญต้องมีหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันการศึกษา หรือองค์กรด้านสื่อสารมวลชนเข้าร่วม รวมไปถึงการห้ามชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ เพื่อนำไปปสู่การปลุกระดมทางการเมือง เป็นต้น

ข้อกำหนดเช่นนี้จำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานจนเกินสมควรไม่ได้สัดส่วนกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ กระทบต่อต่อสาระสำคัญของสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 ประกอบกับกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 7

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า หากยังมีการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวต่อไป ย่อมไม่อาจทำให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้บรรลุตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการลงประชามติได้ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดทำประชามติสูญเสียความชอบธรรม กระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศในอนาคต และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลานี้ กกต. ได้ผลิตรายการ “7 สิงหาประชาร่วมใจ” เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ แต่ สัดส่วนผู้รวมรายการดังกล่าวให้โอกาสกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญและส่วนราชการมากกว่าภาควิชาการและประชาสังคม และไม่เปิดโอกาสให้กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือมีความเห็นแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญได้ร่วมรายการอย่างเท่าเทียม ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยระเบียบของกกต.เอง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ และเพิกถอนมติคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกประกาศดังกล่าว และขอให้ศาลปกครองสั่งระงับการออกอากาศรายการดังกล่าว

นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดียังขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาโดยเร่งด่วน คือ

1.งดการบังคับใช้ประกาศกกต. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2559 จนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษา เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนทั่วไปใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมือง รวมทั้งรณรงค์ได้

2. ระงับการออกอากาศรายการ “7 สิงหาประชาร่วมใจ” ที่กกต.เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ต่างๆ จนกว่าจะแก้ไขและเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่มีความเห็นแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญเข้าร่วมมีสัดส่วนเท่าเทียมกัน

หลังจากยื่นฟ้อง จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการไอลอว์ กล่าวว่า พวกเราองค์กรด้านสิทธิ และวิชาการและภาคประชาชนที่มายื่นฟ้องศาลปกครอง เพราะประกาศ กกต.ฉบับนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ทำให้ประชาชนขาดข้อมูลเพื่อไตร่ตรองว่าจะตัดสินใจอย่างไรในการลงประชามติ และเนื้อหาในประกาศหลายส่วนตีความเลยไปจากตัวพ.ร.บ.ประชามติ เช่น การห้ามจำหน่ายเสื้อ การห้ามจัดการพูดคุยโดยไม่มีสถาบันการศึกษา เราเชื่อว่า การรณรงค์ไม่ผิดเป็นสิ่งที่ทำได้ทั่วโลก หน้าที่ของ กกต.คือทำให้ประชามติมีความเที่ยงรรม แต่กับมาตัดสิทธิประชาชนโดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เราจึงขอให้ศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว

ชนกนันท์ รวมทรัพย์ สมาชิกกลุ่มขบวนการประธิปไตยใหม่ ในฐานะผู้ร่วมฟ้องกล่าวว่า ได้รับผลกระทบจากประกาศ เพราะหลังจากขายเสื้อเราถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ เช่น ถ้าใส่เสื้อแล้วไม่ถอดจะถูกจับ เราคิดว่าควรมีพื้นที่ให้เราแสดงออกเพราะประชามติครั้งนี้สำคัญ

เวลา 18.29 น. ศาลปกครองนัดไต่สวนคำร้องบรรเทาทุกข์เร่งด่วนวันจันทร์ที่ 11 ก.ค.นี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: http://ilaw.or.th/node/4179

วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) พร้อมกับประชาชนอีก 11 คน เข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติพ.ศ. 2559 ซึ่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อหลักประชาธิปไตย และพันธกรณีระหว่างประเทศ และกระทบสาระสำคัญของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

ปัญหาสำคัญประกาศของประกาศ กกต. ฉบับดังกล่าว คือ มีเนื้อหาคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น การกำหนดลักษณะต้องห้ามในการแสดงออกโดยใช้คำว่า “บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง” หรือ “ลักษณะรุนแรง” หรือ “ก้าวร้าว” หรือ “หยาบคาย” หรือ “ปลุกระดม” หรือ การกำหนดว่า ผู้ที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วนและต้องนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น หรืออย่างการกำหนดว่า การจัดเวทีสัมมนา หรือการอภิปรายที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญต้องมีหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันการศึกษา หรือองค์กรด้านสื่อสารมวลชนเข้าร่วม รวมไปถึงการห้ามชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ เพื่อนำไปปสู่การปลุกระดมทางการเมือง เป็นต้น

ข้อกำหนดเช่นนี้จำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานจนเกินสมควรไม่ได้สัดส่วนกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ กระทบต่อต่อสาระสำคัญของสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 ประกอบกับกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 7

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า หากยังมีการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวต่อไป ย่อมไม่อาจทำให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้บรรลุตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการลงประชามติได้ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดทำประชามติสูญเสียความชอบธรรม กระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศในอนาคต และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลานี้ กกต. ได้ผลิตรายการ “7 สิงหาประชาร่วมใจ” เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ แต่ สัดส่วนผู้รวมรายการดังกล่าวให้โอกาสกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญและส่วนราชการมากกว่าภาควิชาการและประชาสังคม และไม่เปิดโอกาสให้กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือมีความเห็นแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญได้ร่วมรายการอย่างเท่าเทียม ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยระเบียบของกกต.เอง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ และเพิกถอนมติคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกประกาศดังกล่าว และขอให้ศาลปกครองสั่งระงับการออกอากาศรายการดังกล่าว

นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดียังขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาโดยเร่งด่วน คือ

1.งดการบังคับใช้ประกาศกกต. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2559 จนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษา เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนทั่วไปใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมือง รวมทั้งรณรงค์ได้

2. ระงับการออกอากาศรายการ “7 สิงหาประชาร่วมใจ” ที่กกต.เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ต่างๆ จนกว่าจะแก้ไขและเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่มีความเห็นแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญเข้าร่วมมีสัดส่วนเท่าเทียมกัน

หลังจากยื่นฟ้อง จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการไอลอว์ กล่าวว่า พวกเราองค์กรด้านสิทธิ และวิชาการและภาคประชาชนที่มายื่นฟ้องศาลปกครอง เพราะประกาศ กกต.ฉบับนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ทำให้ประชาชนขาดข้อมูลเพื่อไตร่ตรองว่าจะตัดสินใจอย่างไรในการลงประชามติ และเนื้อหาในประกาศหลายส่วนตีความเลยไปจากตัวพ.ร.บ.ประชามติ เช่น การห้ามจำหน่ายเสื้อ การห้ามจัดการพูดคุยโดยไม่มีสถาบันการศึกษา เราเชื่อว่า การรณรงค์ไม่ผิดเป็นสิ่งที่ทำได้ทั่วโลก หน้าที่ของ กกต.คือทำให้ประชามติมีความเที่ยงรรม แต่กับมาตัดสิทธิประชาชนโดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เราจึงขอให้ศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว

ชนกนันท์ รวมทรัพย์ สมาชิกกลุ่มขบวนการประธิปไตยใหม่ ในฐานะผู้ร่วมฟ้องกล่าวว่า ได้รับผลกระทบจากประกาศ เพราะหลังจากขายเสื้อเราถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ เช่น ถ้าใส่เสื้อแล้วไม่ถอดจะถูกจับ เราคิดว่าควรมีพื้นที่ให้เราแสดงออกเพราะประชามติครั้งนี้สำคัญ

เวลา 18.29 น. ศาลปกครองนัดไต่สวนคำร้องบรรเทาทุกข์เร่งด่วนวันจันทร์ที่ 11 ก.ค.นี้

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: http://ilaw.or.th/node/4179