นับถอยหลัง ด่านแรกชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้ทราบแล้วว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) ทั้ง 36 คน เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อขอความเห็นชอบเสียงกึ่งหนึ่ง (124 เสียง) ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จากทั้งหมด 247 เสียง[1] ในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนนี้

แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อร่างรัฐธรรมนูญในหลายกระแส เช่น ประชาธิปไตยเสี้ยวใบจากฝั่งนักวิชาการ การไม่ยอมรับจากพรรคและกลุ่มการเมืองบางฝ่าย รวมถึงเสียงความเห็นที่แตกต่างจากภายในฝั่งของสปช.เอง จึงเป็นหน้าที่ของภาคประชาชนที่ต้องทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของร่างที่จะส่งผลต่อการพิจารณาในปราการด่านแรกนี้ 

โจทย์เก่าเล่าใหม่ ประชาชนได้อะไรจาก(ร่าง)รัฐธรรมนูญ (ปี 58)

สาระสำคัญที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อรองรับสิทธิของประชาชนชาวไทยในฐานะ “พลเมือง” ของประเทศ ในด้านต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์หลัก 4 ด้าน คือ 1) สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ 2)การเมืองใสสะอาดและสมดุล  3) หนุนสังคมให้เป็นธรรม และ 4)นำชาติสู่สันติสุข

ด้านสิทธิเสรีภาพและการดำรงชีวิตของประชาชน มีเนื้อหาที่เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 และ 50 ในเรื่องการส่งเสริมความเป็นพลเมืองต่อการสร้างจิตสาธารณะในการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนร่วม   นอกจากนี้ยังเพิ่มความคุ้มครองสิทธิของบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยซึ่งเพิ่มเติมขึ้นมา (มาตรา 45) องค์กรตรวจสอบภาคพลเมือง เช่น สมัชชาพลเมือง (มาตรา 29) องค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค (มาตรา 60) คณะกรรมการอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (มาตรา 64)

ด้านการสร้างความยุติธรรม ความเป็นธรรมและเท่าเทียมที่ยังคงหลักการเดิมในการให้สิทธิประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายและรวดเร็ว แต่สิ่งที่เพิ่มเติมในร่างนี้ คือ  ความเท่าเทียมในการเข้าถึง การรับความช่วยเหลือจากทนายความหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย และการเยียวยาในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 37 และ 44) องค์กรตรวจสอบภาคพลเมืองด้านต่างๆ เช่น สมัชชาพลเมือง (มาตรา 29)

ด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่มีหัวใจหลักในการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มผู้มีรายได้สูงและรายได้ต่ำ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ด้านสาธารณะ การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างหลักประกันค่าจ้างที่เป็นธรรมของผู้ใช้แรงงาน  ดังปรากฏในมาตรา 56 – 59, 64 และในภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ซึ่งรวมอยู่ใน 17 หัวข้อหลักของการปฏิรูป

โจทย์เรื่องนี้ นับว่าเป็นแต้มต่อของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่บางประเด็นอาจต้องอาศัยความชัดเจนของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติประกอบต่อไป

การเปลี่ยนแปลงของภาคการเมือง

หมวดที่มีประเด็นถกเถียงอยู่ค่อนข้างมาก ตั้งแต่ที่มาของนายกรัฐมนตรีที่สามารถเสนอจากบุคคลภายนอกในสภาวะการณ์จำเป็น และต้องได้รับเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 165)

โดยเฉพาะเรื่องการได้มาของสภาทั้งสอง ทั้งในส่วนรัฐสภาที่มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมๆ (มาตรา 101)  โดยเป็นระบบเลือกตั้งแบบผสมสัดส่วน (MMP) ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่ประชาชนต้องศึกษาและทำความเข้าใจ สำหรับเลือกตั้ง สส. จำนวน 450 - 470 คน แบ่งเป็นสส.ระบบเขตเลือกตั้ง 300 คน และสส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150-170 คน เพื่อให้เกิดรัฐบาลผสมที่มาจากหลากหลายพรรคและกลุ่มการเมือง ป้องกันการเกิดระบบขั้วอำนาจพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคใดพรรคหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการ

และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในมาตรา 118 ที่ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 200 คน มาจากการเลือกตั้ง 77 คน และการสรรหาจากหลากหลายวิชาชีพอีก 123 คน ที่มาจาก 4 กลุ่ม คือ 1) 10 คนจากกลุ่มข้าราชการ ทหาร ตำรวจ 2) 15 คนจากกลุ่มสภา/องค์กรวิชาชีพ 3) 30 คนจากองค์กรนิติบุคคลต่างๆ และ 4) 68 คน จากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเพิ่มเติมบุคคลบางกลุ่ม เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ให้มีสิทธิได้รับการสรรหา

โดยมีข้อถกเถียงถึงอำนาจที่แตกต่างจากในอดีต ปรากฎในมาตรา 238 - 240 สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรด้านยุติธรรม รวมถึงใช้อำนาจร่วมกับรัฐสภาในการถอดถอนนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

 

กลไกการขับเคลื่อนงานปฏิรูปประเทศภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)

นับเป็นประเด็นที่ร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา ถึงที่มาที่ไป อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดดังกล่าวซึ่งจะเข้ามามีอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ และความจำเป็นที่ต้องมีกลไกนี้

จากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ การดำเนินงานปฏิรูปประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน(สู่ประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและเกิดความปรองดองภายในประเทศ) ระบุไว้ว่าในสภาวะการณ์ปกติจะเป็นเพียงกลไกคู่ขนานไปกับรัฐบาลจากเลือกตั้ง เพื่อสืบสานภารกิจการปฏิรูปให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบรรลุวัตถุประสงค์ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติและแผนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในช่วง 5 ปี และสามารถต่ออายุได้ไม่เกิน 5 ปี ซึ่งต้องผ่านมติเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งจากรัฐสภา และหากเกิดเหตุวิกฤติ คณะกรรมการด้วยมติ 2 ใน 3 สามารถใช้มาตรการที่จำเป็นจัดการควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งกมธ. ได้เปรียบเทียบกรณีหลังไว้เหมือนการมีถังดับเพลิงฉีดเพื่อใช้ยามวิกฤติ จึงเห็นว่าหากไม่เกิดเหตุ ถังดับเพลิงหมดอายุ กลไกนี้จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ส่งผลให้ที่มาและองค์ประกอบของคณะกรรมการตามมาตรา 260 มีความสำคัญ ประกอบด้วยประธาน 1 คน (จากการเลือกของคณะกรรมการซึ่งเป็นกรรมการหรือไม่ใช่กรรมการก็ได้) และกรรมการจำนวน 22 คน คัดเลือกจาก 3 กลุ่ม คือ 1) 8 คนจากกรรมการโดยตำแหน่งทั้งจากฝ่ายนิติบัญญัติ (ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา) ฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ผู้บัญชาการทหาร ตำรวจ 2) 3 คนจากผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายก และประธานศาลฎีกา และ 3) 11 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง กลไกนี้จึงคาดหวังว่าให้เป็นการประสานอำนาจทางการเมืองเพื่อให้เกิดการทำงานและการตัดสินใจร่วมกันได้แม้ในสภาวะไม่ปกติ ภายใต้สภาดำเนินการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง

ทางเลือกของภาคประชาชนหลังลงมติร่างรัฐธรมนูญของสปช.

ไม่ว่าผลการลงมติจะออกมาเป็นเช่น สปช.จะสิ้นสุดลง และจะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปจำนวน 200 คนแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีมาดำเนินการต่อเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานปฏิรูปประเทศในช่วงช่องว่างนี้  (ระบุในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557) ทางเลือกก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้งได้เปิดไว้ใน 4 ทาง คือ

  1. หากสปช. รับร่างรัฐธรรมนูญ พลเมืองจะได้มีสิทธิในการทำประชามติในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559[2]  โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่เผยแพร่ให้ความรู้และทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามประชามติ ซึ่งหากผ่านประชามติ จะเป็นช่วงเวลาการจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ และการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ขณะที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวสิ้นสภาพลง ก่อนที่จะไปสู่วันเลือกตั้ง 15 ธันวาคม 2559
  2. หากสปช. รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ผ่านรับร่างการทำประชามติของภาคประชาชน ย่อมลงเอยด้วยการเริ่มต้นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญรอบใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างจำนวน 21 คนเข้ามาทำหน้าที่จัดทำร่างใหม่ภายใน 6 เดือน ทางเลือกนี้ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการจับตาดูกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่อไป ช่วงเวลาการเลือกตั้งถูกขยายออกมาอีกในช่วงปลายปี 2560
  3. หากสปช. ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าประชาชนจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงประชามติในร่างนี้ จะต้องรอความหวังในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยกมธ.ชุดใหม่ 21 คน ภายใน 6 เดือนต่อมา เพื่อที่จะให้ประชาชนได้ออกเสียงทำประชามติได้เร็วขึ้นกว่าทางเลือกที่ 2 ในช่วงกลางปี 2560
  4. หากสปช. ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เข้าสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังทางเลือกที่ 3 และหากประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการลงคะแนนประชามติ อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างฉบับใหม่อีกครั้ง

 

มาถึงตอนนี้ คงต้องมารอลุ้นกันว่าภารกิจสุดท้ายของสปช. ในการโหวตร่างธรรมนูญจะเป็นในทิศทางใด เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีสิทธิในการออกแบบประเทศต่อไป


 

[1] รวมเสียงของกรรมาธิการร่างที่มาจากสปช. 21 เสียง และตัดสิทธินางนิชา ณ นคร ที่ลาออกจากสมาชิก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ และ นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ที่พ้นสภาพหลังจากถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง    

[2] กกต.กำหนดวันลงประชามติเป็น 16 มค.59 แต่จำเป็นต้องเผื่อเวลาการจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญทางไปรษณีย์ถึงครัวเรือนที่มีสิทธิเลือกตั้ง 80% ฉะนั้นกำหนดวันประชามติจึงน่าจะเป็น 23 มค. หรือ 1 กพ. 59"